Prepare Yourself for XJTU (from Thailand)

[บทความนี้อยู่ระหว่างเขียน แต่เผยแพร่ให้อ่านได้ก่อน]

ในบทความนี้ผมอยากจะเขียนบันทึกของตัวเอง เกี่ยวกับการเตรียมตัวเพื่อจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง (Xi’an Jiaotong University; XJTU) ที่ประเทศจีนครับ เหตุผลที่อยากเขียนบันทึกเอาไว้ เพื่อให้คนอื่น ๆ ที่มาอ่านต่อไปได้รู้ว่าการเตรียมตัวไปเรียนนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และการเตรียมตัวไปเรียนที่มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทงนี้ ไม่ได้มีใครเขียนบันทึกเอาไว้เลย เลยคิดว่าถ้าเขียนไว้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อน้อง ๆ รุ่นต่อไปนะครับ 🙂

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า การไปเรียนครั้งนี้ผมไปโดยได้รับทุนการศึกษา เป็น “ทุนการศึกษาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ไปศึกษาวิชา ณ มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง ประจำปีการศึกษา 2560” [ประกาศรับสมัครทุน] ขั้นตอนการสมัครคร่าว ๆ คือต้องส่งเอกสารประกอบการสมัครรายละเอียดตามประกาศทุนฯ ในแต่ละปี หลังจากนั้นจะมีการคัดเลือกรอบแรกเพื่อดูว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติตรงตามที่ประกาศไว้หรือไม่ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ ก็ไปสอบสัมภาษณ์ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด เมื่อสอบสัมภาษณ์เสร็จแล้วก็รอประกาศผลการคัดเลือกครับ โดยประกาศทุนในแต่ละปีก็จะดูได้จากหน้าเว็บของสำนักงาน ก.พ. ครับ -> http://www.ocsc.go.th/scholarship

ทุนนี้ให้สำหรับผู้ที่จะไปเรียนในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ (Applied Economics) เท่านั้นครับ

เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ประเด็นสำคัญของบันทึกนี้คือ เมื่อได้รับทุนแล้วต้องทำอะไรบ้าง ก่อนอื่นต้องเข้าใจถึงเงื่อนไขการรับทุนเสียก่อน ว่าผ่านการคัดเลือกนั้นหมายถึงอะไรกันแน่ โดยต้องอ่านรายละเอียดในประกาศผลการคัดเลือก [ประกาศผลการคัดเลือกทุนฯ] แต่คร่าว ๆ คือเมื่อได้รับทุนแล้วถือว่า สวทช. คัดเลือกให้เราได้รับทุน แต่ยังไม่ถือว่าเราได้ตอบรับเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทงเลยทันที โดยเราจะต้องสมัครเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทงทางช่องทางปกติเหมือนนักเรียนทั่วไป อย่างไรก็ตาม การได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนการศึกษานี้ เมื่อได้ตอบรับเป็นนักศึกษาของทางมหาวิทยาลัยแล้วก็จะการันตีได้ว่าจะได้รับทุนตอนไปเรียนอย่างแน่นอนครับ

ทีนี้ถึงตอนเข้าด้ายเข้าเข็มคือมีช่วงเวลาสั้น ๆ ให้ได้เตรียมตัวเพื่อส่งเอกสารสำหรับสมัครเข้าเป็นนักเรียนของมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง ซึ่งเอกสารนั้นมีมากมายก่ายกอง งานนี้คือเขาขออะไรต้องทำให้มีให้ได้ทั้งหมดในกำหนดเวลาครับ ผมเองมีเวลาอยู่ประมาณ 5 วันนับจากวันที่ได้อีเมลมาบอกว่าผ่านการคัดเลือก ตอนนั้นแม้ว่าจะตั้งใจสมัครทุนในครั้งนี้อย่างดีแล้ว ก็ยังใช้เวลาอีก 1 วันเต็มๆ ในการพิจารณาอย่าวถี่ถ้วนว่าจะไปเรียนจีนจริง ๆ แล้วใช่ไหมเนี่ยเรา? พอผ่านมาหนึ่งวันก็รีบทำเนินการเอกสารต่าง ๆ โดยจุดที่ทำให้ช้ามีอยู่แค่ไม่กี่จุดเท่านั้น ได้แก่

  1. การไปตรวจสุขภาพ โดยในบทความนี้ผมไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลตำรวจ
  2. เขียนเรียงความ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเรียกว่า Research Proposal / Study Plan
  3. โอนเงินค่าสมัคร

นอกจากที่ว่ามาแล้วก็จะมีเอกสารที่สามารถเสกมาได้ในพริบตาอย่างง่ายดายสำหรับคนที่สมัครทุนหาที่เรียนอยู่ อย่างไรก็ตามสามารถติดตามดูเอกสารที่ต้องเตรียมทั้งหมดได้จากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง [เว็บเพจหน้าเกี่ยวกับทุนรัฐบาลจีน] ซึ่งตอนที่เขียนอยู่นี้เข้าได้เพียงบางส่วน ไม่แน่ใจว่าเขาลิ้งค์เว็บเอาไว้ไม่รัดกุมหรือว่าอินเทอร์เน็ตเมืองไทยเข้าไม่หมดเพราะโดนจีนบล็อคเอาไว้กันแน่ เราลองมาดูคร่าว ๆ กันดีกว่า (กดที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่)

From: Xi’an Jiaotong University’s Website http://sie.xjtu.edu.cn/en/pages?cid=20&pid=5

เริ่มกันสถานีแรก ด้วยการตรวจสุขภาพ

หลายคนอาจคุ้นกับคำว่าตรวจสุขภาพ แต่สำหรับเด็ก ๆ อย่างนักเรียนทุนที่อายุไม่มากนัก อาจจะไม่ได้ตรวจสุขภาพบ่อยเท่าไหร่ สำหรับการตรวจสุขภาพครั้งนี้ ไม่ใช่การตรวจสุขภาพประจำปี แบบที่คนปกติทั่วไปจะตรวจกันโดยคนที่จะตรวจสามารถเลือกเองได้ว่าอยากตรวจอะไรบ้าง แต่ครั้งนี้เป็น “การตรวจสุขภาพ เพื่อไปต่างประเทศ” โดยจะใช้กับคนที่จะไปต่างประเทศแบบไม่ได้ไปเที่ยว กล่าวคือไปทำงาน หรือไปศึกษาต่อนั่นเองครับ สำหรับการตรวจสุขภาพแบบนี้ ฝ่ายที่เลือกว่าเราจะตรวจอะไรบ้างคือประเทศ/องค์กรที่เราจะไปอยู่กับเขา ในกรณีนี้ของผมคือสถาบันการศึกษาในประเทศจีน โดยหลัก ๆ แล้วจะต้องตรวจตามฟอร์มของเขาเลยครับ (ฟอร์มอยู่ในลิ้งค์ขั้นตอนการสมัครของมหาวิทยาลัยนั่นเอง) พี่พยาบาลก็จะตีความจากฟอร์มว่าต้องกรอกอะไรบ้าง เพื่อใช้ตัดสินใจว่าจะส่งเราไปตรวจอะไรบ้าง แผนกไหนบ้างในโรงพยาบาลนั่นเอง

ตรวจสุขภาพ “ผ่าน” และ “ไม่ผ่าน” คืออะไร

อธิบายง่ายๆ การตรวจสุขภาพแล้วผ่านคือไม่มีอะไรผิดปกติในทุกรายการที่ตรวจครับ อาจจะมียกเว้นเช่น ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนบางตัว หรือสายตาสั้น แพทย์ก็จะบันทึกลงไปในผลตรวจสุขภาพว่าเป็นอย่างไร สิ่งที่แก้ไม่ได้ก็แก้ไม่ได้ต้องปล่อยผ่านไป ส่วนสิ่งที่แก้ได้เช่นวัคซีน เขาก็แนะนำให้ไปฉีดให้เรียบร้อยครับ ส่วนบางคนอาจจะสงสัยว่าตอนเด็กๆ ก็ฉีดวัคซีนครบ ทำไมไปตรวจแล้วพยาบาลบอกว่าไม่พบวัคซีนบางตัว ไม่ใช่เพราะว่าโรงพยาบาลอยากให้เราเจ็บตัวหรือเก็บเงินค่าวัคซีนกับเรานะครับ แต่เป็นไปได้หลายอย่าง ส่วนมากน่าจะเป็นวัคซีนที่เราไม่ได้ฉีดจริงๆ เนื่องจากบางตัวอยู่ไทยไม่จำเป็นต้องฉีด แต่ทางจีนต้องการให้ตรวจ ผลก็เลยออกมาว่าไม่มีวัคซีนนั้นในร่างกายของเรา ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือวัคซีนนั้นหมดอายุไปแล้ว ใช่แล้วครับวัคซีนมีหมดอายุด้วย เรื่องนี้ผมก็เพิ่งรู้ไม่นานมานี้ เช่นวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสมีอายุประมาณ 10 ปี (ขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย) [1]

ผมเองตอนตรวจสุขภาพปรากฎว่าไม่ผ่าน ไม่ผ่านเพราะว่าตรวจอุจจาระแล้วมีพยาธิ! (ไปกินอะไรมาล่ะเรา) วันตรวจสุขภาพของเราแทนที่จะเสร็จเร็ว กลายเป็นขั้นตอนยืดยาวในวันต่อ ๆ มาทันที =*= เพราะว่าต้องไปถ่ายพยาธิ ตามขั้นตอนต้องใช้เวลาถึง 5 วันโดยแพทย์ให้กินยาฆ่าเชื้อแล้วกลับไปตรวจใหม่ที่โรงพยาบาลอีกรอบหนึ่ง จึงจะสามารถให้ผลการตรวจสุขภาพที่สมบูรณ์ได้

หลักฐานการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลตำรวจ
(ควรตรวจสอบกับโรงพยาบาลอีกครั้งก่อนไปตรวจ)

  1. สำเนา passport [อันนี้เตรียมไปหลาย ๆ ฉบับก็ดีครับ พร้อมพกตัวจริงไปด้วยเผื่อเหลือเผื่อขาด]
  2. แบบฟอร์มตรวจสุขภาพที่โหลดจากเว็บไซต์ของ XJTU (ซึ่งเป็นฟอร์มเดียวกันกับฟอร์มตรวจสุขภาพของการส่งสมัครทุนรัฐบาลจีนที่สถาบันอื่นๆ ) โดยเราสามารถกรอกข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเราไปก่อนได้เลย เช่น ชื่อ อายุ ฯลฯ
  3. ค่าตรวจสุขภาพ ประมาณ 1650 บาท
  4. บัตรประจำตัวผู้ป่วยโรงพยาบาลตำรวจ (ถ้ามี, ถ้าไม่มีก็ไปขึ้นทะเบียนผู้ป่วยใหม่ก่อนครับ)

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงหลักฐานการตรวจนี้ มาอัพเดทกันใน comment หน่อย เพื่อคนที่มาอ่านต่อทีหลังจะได้มีข้อมูลที่อัพเดทจะดีมากครับ

เปิดบัญชี Bank of China

เรื่องบัญชีธนาคาร Bank of China หรือเรียกกันย่อๆ ว่า BOC นี้ ก่อนจะเปิดก็ต้องรู้ก่อนว่าเปิดทำไมกันนะครับ เหตุหลักที่เปิดบัญชีอันสุดแสนอลังการนี้ขึ้นมาเป็นเพราะประกาศด้านล่างนี้ที่บอกว่า BOC จะสามารถโอนเงินไปยังธนาคารต่างประเทศผ่านระบบ SWIFT ได้ฟรีนั่นเองครับ

ประกาศของ BOC เรื่องการโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม http://www.bankofchina.com/th/th/bocinfo/bi2/201412/t20141203_4239469.html
ประกาศของ BOC เรื่องการโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม http://www.bankofchina.com/th/th/bocinfo/bi2/201412/t20141203_4239469.html

แต่ประกาศนั้นเก่ามากแล้ว (ประมาณ 3 ปี) ทำให้ก่อนจะเดินทางไปก็ยังไม่แน่ใจว่าอย่างไร แต่เป้าหมายหลักของภาระกิจนี้ คือจะต้องโอนเงินและได้เอกสารหลักฐานการโอนเงินที่ออกมาจากธนาคาร เพื่อมาส่งเป็นหลักฐานประกอบการสมัครนั่นเองครับ ก่อนเดินทางไปเปิดบัญชีพร้อมโอนเงิน ตั้งใจว่าจะใช้โปรโมชั่นโอนเงินฟรีนี้ แต่สุดท้ายด้วยถือความสำคัญของเอกสาร (และความชัวร์) เป็นหลักเลยได้โอนเงินเป็นสกุลดอลล่าร์ (USD) ผ่านช่องทาง SWIFT โดยเสียค่าธรรมเนียมการโอนทั้งหมด 600 บาท เมื่อทำให้เงินที่ต้องโอนไปให้มหาวิทยาลัยเป็นค่าธรรมเนียมการสมัคร 4,096 บาท รวมกับค่าธรรมเนียมการโอนเงินของธนาคารแล้วแล้ว ทำให้เสียเงินไปทั้งหมดประมาณ ~4,700 บาทครับ

แต่อย่างไรก็ตามที่ไปเปิดบัญชีที่ BOC นี้ก็ไม่เสียเที่ยวเพราะว่าบัญชีนี้จะสามารถใช้ต่อไปได้ยันไปจีนเลยครับ เพราะว่า BOC เป็นธนาคารเดียวกันกับที่จีน แค่เขามาเปิดสาขาไว้ในไทย บัญชีที่ผมเปิดเป็นแบบ dual currency คือเหมือนกับ 2-in-1 บัญชีเดียวเก็บได้ทั้งเงินบาทและเงินหยวนครับ แต่ก็ไม่ได้รวมกันแบบมั่วครับคือจะมีสองบัญชีย่อยอีกทีหนึ่ง โดย ณ ตอนนี้ผมมีแค่เงินบาทอยู่ในนั้น ต้องรอให้สถานะการเป็นนักเรียนที่ไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่จีนอนุมัติแล้ว เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าให้มาทำเรื่องเพิ่มเติมเพื่อจะขอฝากเงินหยวนได้ครับ

ตอนเปิดบัญชีครั้งนี้ ไหนๆ จะใช้ชีวิตอีก 3 ปีอยู่ที่จีน ผมก็เปิดแบบ full option เลยครับ ขอบัตรเดบิทและ online banking โดยที่ BOC ใช้ token แบบเป็นชิ้นๆ เพื่อใช้ประกอบ password ของเราครับ (ธนาคารส่วนใหญ่ในไทยใช้วิธีส่ง OTP ผ่านเบอร์โทรศัพท์ให้เรากรอกตอนล็อคอิน) สิ่งที่น่าประทับใจของ BOC คือ ทั้งหมดที่ว่ามาเขาไม่คิดค่าธรรมเนียมเราเลย ถ้าเป็นธนาคารไทยก็จะคิดค่าบัตรเดบิทอย่างแน่นอน และคิดเป็นรายปีเสียด้วย

เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับ BOC ที่อยากจะฝากทุกคนไว้ก็คือ ตอนนั้นผมเลือกไปสาขาถนนสาธรซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของ BOC ที่อยู่ในประเทศไทยครับ ที่เลือกไปสำนักงานใหญ่เพราะคิดว่าเขาน่าจะมีทางเลือกให้ครบและทำเรื่องต่าง ๆ ให้เราได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ไปเผชิญคือ คิวยาวมากกกก แบบต้องรอสองสามชั่วโมง อาจจะเพราะว่าโชคดีเจอกรณีพิเศษ ตอนได้คิวก็ถามพี่เจ้าหน้าที่ว่าคิวยาวแบบนี้ทุกวันเลยหรือไม่ พี่เขาก็ตอบว่าพอดีที่นี่เป็นสำนักงานใหญ่คนเลยเยอะกว่าสาขาอื่น ดังนั้นถ้าไม่อยากรอนาน ไปที่สาขาอื่นดีกว่าครับ เช่นที่ ฟอร์จูน หรือเม็กกะบางนา ครับ 🙂

เขียนเรียงความ หรือ Study Plan

Study Plan เป็นเรื่องหนักใจของหลายๆ คนที่ไล่ล่าสมัครทุนและเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นส่วนสำคัญของเอกสารประกอบการสมัคร โดยเรียงความฉบับนี้เป็นตัวแทนของเราที่จะอธิบายให้กรรมการคัดเลือกเข้าใจว่าเรามีความคิดความอ่านอย่างไรและเป็นคนอย่างไร มีความมุ่งมั่นตั้งใจจะไปเรียนกับมหาวิทยาลัยเขามากแค่ไหน และเรามีคุณภาพพอที่จะเป็นนักเรียนที่ดีของมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อได้ว่าผู้ที่สมัครทุนมาหลายที่ต้องผ่านการเขียนเรียงความไม่ว่าจะเป็น cover letter ที่ส่งคู่ไปกับ CV/Resume หรือ statement of purpose หรือจดหมายอื่นๆ มาบ้างแล้ว แต่ของจีนนั้นต้องบอกเลยว่าไม่เหมือนใครเพราะว่าโจทย์นั้นครบรสมากครับ

ครบรสอย่างไรก็เพิ่งจะรู้ตัวตอนได้ดาว์นโหลด template ลงมาจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยโดยนักเรียนระดับ ป.โท เขาให้เขียนอย่างน้อย 800 คำ (ถ้าเป็นนักเรียน ป.เอก ต้อง 1,200 คำขึ้นไป)  โดยเขากำกับไว้บอกว่าให้เขียนสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

  • 一、研究背景 Research Background
  • 二、研究目的及意义 Research Purpose and Significance
  • 三、文献综述 Literature Review
  • 四、申请人科研准备工作概述 Scientific Preparations of the Applicant
  • 五、科研方法 Research Methods

ในใจเมื่อเห็นตอนแรกก็คือ โอ้โห ตกลงจะเขียนอะไรดี =*= จะต้องเขียนทั้งแนะนำตัวเอง งานวิจัยที่ทำมาในอตีต งานวิจัยที่จะทำในอนาคต แล้วยังมี literature review อีกซึ่งทุกคนที่ทำวิจัยจริงจังก็เข้าใจว่าขั้นตอนการทำ literature review นี้ต้องใช้เวลาซักพักหนึ่ง ไม่ได้ทำกันในเวลาวันสองวัน และในเรียงความนี้ยังต้องมีเรื่องอื่นๆ แทรกอยู่อีก ใน 800 คำนี้จะต้องมีครบทุกอย่างที่ว่ามา แต่ไม่เป็นไรเพราะ ณ ตอนนี้เขาต้องการอะไรต้องมีให้เขาหมด เรียงความของผมเองเลยควานหาเรียงความเดิมที่เคยเขียนไว้หลายๆ ฉบับ แล้วเอามาเรียบเรียงใหม่และแต่งเพิ่มใหม่อีกเล็กน้อยเพื่อให้ครบถ้วนส่งไปพร้อมกับใบสมัคร แต่ไม่ได้เขียนหัวข้อแต่ละช่วงเพราะเดี๋ยวจะดูไม่ดีว่าบางหัวข้อพูดถึงน้อยและบางหัวข้อเขียนไว้มาก

สำหรับคนที่มาอ่านเรื่องนี้แล้ว อยากสนับสนุนให้ลองเขียนไว้ก่อนเลย เขียนเสร็จแล้วก็เอาไปให้คนอื่นลองอ่านดู ให้อาจารย์ของตัวเองลองอ่านดู แล้วขอคำแนะนำว่าควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เวลาที่จะต้องส่งแล้วจริง ๆ จะได้มีส่งได้อย่างทันเวลา เขียนไว้แม้จะไม่ได้สมัครทุนนี้ ก็ยังจะดัดแปลงเอาไปใช้กับทุนอื่นๆ ได้อีกแน่นอนครับ

 

Disclaimer

[1] ผู้แต่งไม่ใช่แพทย์และไม่สามารถให้คำแนะนำด้านการแพทย์ได้ สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือโรงพยาบาล ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้เป็นเพียงข้อมูลอ้างอิง

Leave a Reply