คิดคะแนนแบบไหน จูงใจนักเรียนกว่ากัน

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องเกรดกัน สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องอดีตซึ่งจะขมขื่นหรือไม่ก็แล้วแต่คนกันไป แต่ถ้าหากเป็นเด็ก เรื่องนี้คืออนาคตที่เราควรรู้ครับ (คนที่ไม่ได้ใช้เรื่องเกรดแล้วก็เอาไปบอกต่อกันได้นะครับ ^^)

ระบบการคิดคะแนนที่ยอมรับ และใช้กันในประเทศไทย ก็คือการคิดออกมาเป็นเกรด และเกรดนี้เองก็เป็นส่ิงที่คนที่ไม่เคยเจอกัน หรือแม้กระทั้งครูที่ไม่เคยเจอนักเรียนมาก่อน ก็จะตัดสินด้วยเกรดไว้ก่อน เหมือนกับเวลาเราเจอคนแปลกหน้าก็ต้องดูหน้าตาก่อนนั่นเองครับ

ในสมัยก่อน จะแบ่งช่วงคะแนนกันห่างๆ การคิดคะแนนแบบทำให้คนที่ได้คะแนน 79 เสียโอกาสได้เกรด 4 ไปมากดังตาราง

ช่วงคะแนน
เกรดที่ได้
0-49 0
50-59 1
60-69 2
70-79 3
80-100 4

แต่ว่าในปัจจุบัญจะแบ่งเกรดย่อยลงไปอีก เพื่อที่นักเรียนจะได้คะแนนเฉลี่ยออกมาแล้วเพิ่มขึ้น

ช่วงคะแนน
เกรดที่ได้
0-49 0
50-54 1
55-59 1.5
60-64 2
65-69 2.5
70-74 3
75-79 3.5
80-100 4

สมมติว่า เด็กชาย A เรียน 10 วิชา แล้วทั้ง 9 วิชาได้ 100 คะแนนเต็ม แต่มีเพียงวิชาเดียวที่ได้ 70 กว่าๆ คะแนน แล้วเด็กชาย A จะได้เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 4.00 ในขณะที่เด็กชาย B นั้นได้คะแนน 80 นิดๆ ทุกวิชา ไม่ทำวิชาไหนได้ดีเลย แต่เขากลับได้เกรด 4.00 ไปครองอย่างสบายใจหายห่วง

ส่ิงนี้หมายความว่า ไม่ต้องทำอะไรให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าทำให้ผ่านเกณฑ์ก็พอแล้ว จะทำอะไรดีเลิศนักหนาก็ไม่ได้ทำให้ได้คะแนนเพ่ิมขึ้น เป็นที่มาของนิสัยทำอะไรพอผ่านนั่นเองครับ

จะว่าระบบการคิดคะแนนอย่างเดียวไม่ได้ครับ ถ้าเราเป็น “ผู้เล่น” อยู่ในระบบดังกล่าวแล้ว เราก็จะต้อง “เล่นตามเกม” ในขณะที่เราก็รู้ไปด้วยว่าจงอย่าทำอะไรแค่พอผ่าน แต่ถ้าหากระบบเปลี่ยน การคิดคะแนนเปลี่ยน ชีวิตของผู้เล่นอย่างนักเรียนในโรงเรียนก็จะเปลี่ยนไปด้วยนั่นเองครับ